ประวัติและความหมาย E-Commerce
E-commerce คืออะไร? อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นคำศัพท์ที่ดูจะไม่ใช่ของใหม่ในสังคมหรือในแวดวงการค้าขาย การรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดและวิธีการของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่างหากที่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการรวมถึงผู้บริโภคในส่วนต่างๆ ของสังคมอาจยังเข้าใจไม่ตรงกัน หรือเข้าใจกันไปถึงประสิทธิภาพของอีคอมเมิร์ซคลาดเคลื่อน แตกต่างกันออกไป พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มได้ยินกันบ่อยมากขึ้นทุกวันนี้ หมายถึงการดำเนินกิจการทางพาณิชยกรรมที่ใช้เครื่องมือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย โดยส่วนมากเราเข้าใจว่าเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตมาเป็นจุดเชื่อมการดำเนินธุรกิจให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นแต่จริงๆ แล้ว พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีมานานมากแล้ว เราคงจะไม่ลืมว่าเรามีบัตร ATM ใช้กันมานานมากก่อนอินเทอร์เน็ตจะแพร่หลาย เครื่องโทรศัพท์ หรือเครื่องโทรสารก็นับได้ว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน และแน่นอนว่าเครื่องหักเงินบัตรเครดิตที่มีทั้งในห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหารต่างๆ ก็เป็นเครื่องมือในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในวันนี้พุ่งเป้าไปที่อินเทอร์เน็ต เพราะว่าเป็นเครื่องมือชิ้นล่าสุดของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าทุกวันนี้ไม่มีสื่อใดๆ ที่มีพลังและอนาคตเท่าสื่ออินเทอร์เน็ตเพราะบริการบนอินเทอร์เน็ตมีหลายหลายมากไม่ว่า อีเมล์, เว็บไซต์หรือแม้แต่เทคโนโลยีลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาท เพิ่มมากขึ้นในการทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตให้มีความรัดกุมเพิ่มขึ้นในไม่ช้า
ทุกวันนี้คุณไม่จำเป็นต้องกังวลในความยุ่งยากในการจัดทำเว็บไซต์อีกแล้ว เพราะมีบริษัทที่รับทำเว็บไซต์ให้มากมายและราคาก็ไม่แพงอีกต่อไปแล้วครับ เนื่องจากภาวะการแข่งขันกันทำตลาดมากขึ้นทุกวันซึ่งเว็บไซต์ของคุณจะสวยงามเพียงไหน หรือหากมีการหักเงินผ่านบัตรเครดิตด้วยคุณต้องไปติดต่อกับธนาคารที่คุณจะใช้บริการด้วยครับโดยทางธนาคารจะคอยช่วยเหลือคุณถึงวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถทำธุรกรรมหักบัญชีผ่านบัตรเครดิตได้เป็นอย่างดี
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร ? รู้จักพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce หรือ E-Commerce)
E-commerce หรือเรียกกันทั่วไปว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือการทำธุรกรรมหรือธุรกิจ ที่ผ่านช่องอิเล็กทรอนิกส์ ในทุกๆ ช่องทาง เช่น อินเทอร์เน็ต, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์, แฟกซ์ เป็นต้น ทั้งในรูปแบบ ข้อความ เสียง และภาพ รวมถึงการขายสินค้าและบริการด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อหาข้อมูลแบบดิจิตอล ถือว่าเป็น ECommerce ทั้งนั้น ดังนั้นการซื้อขายในรูปแบบ E-Commerce เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่คำว่า E-Commerce เพิ่งมาเป็นที่รู้จักและยอมรับกัน หลังจากมีการค้าขายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
E-Commerce ในปัจจุบันเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต กับการจำหน่ายสินค้าและบริการโดยสามารถนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้าหรือบริการผ่านทาง อินเทอร์เน็ต สู่คนทั่วโลกภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้การดำเนินการซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดรายได้ในระยะเวลาอันสั้น
ประวัติ E-Commerce
ประวัติ E-Commerce การค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นเริ่มขึ้นบนโลกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2513 ซึ่งได้มีการเริ่มใช้ระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเอฟที (EFT = Electronic Fund Transfer) แต่ในขณะนั้นมีเพียงบริษัทขนาดใหญ่และสถาบันการเงินเท่านั้นที่ใช้งานระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาอีกไม่นานก็เกิดระบบการส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีดีไอ (EDI = Electronic Data Interchange) ซึ่งสามารถช่วยขยายการส่งข้อมูลจากเดิมที่เป็นข้อมูลทางการเงินอย่างเดียวเป็นการส่งข้อมูลแบบอื่นเพิ่มขึ้น เช่น การส่งข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ผลิต หรือผู้ค้าส่งกับผู้ค้าปลีก เป็นต้น
หลังจากนั้นก็มีระบบสื่อสารรวมถึงโปรแกรมอื่นๆ เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ระบบที่ใช้ในการซื้อขายหุ้นจนไปถึงระบบที่ช่วยในการสำรองที่พัก ซึ่งเรียกได้ว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการสื่อสาร และเมื่อยุคของอินเทอร์เน็ตมาถึงเมื่อประมาณปี พ.ศ.2533 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การค้าอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้เกิดขึ้น เหตุผลที่ทำให้ระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์เติบโตอย่างรวดเร็วคือโปรแกรมสนับสนุนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมามากมาย รวมถึงระบบเครือข่ายด้วย พอมาถึงประมาณปี พ.ศ.2537 – 2548 ก็ถือได้ว่าระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซก็เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งวัดได้จากการที่มีบริษัทต่างๆ ในอเมริกาได้ให้ความสำคัญและเข้าร่วมในระบบอีคอมเมิร์ซอย่างมากมาย และเริ่มมีการขยายออกไปยังทั่วโลก จนพัฒนามาถึงทุกวันนี้
ประวัติความเป็นมาของ E-Commerce ในประเทศไทย
เข้ามาในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2540
1. ช่วงเริ่มแรก เป็นช่วงของกลุ่มนักพัฒนา คือช่วงที่เริ่มมีการใช้อินเทอร์เน็ทกันใหม่ ๆ ในช่วงแรกนั้นประเทศไทยก็เหมือนเมืองนอก คือเริ่มให้หน่วยราชการใช้ก่อน และตามมาด้วยหน่วยการศึกษาต่าง ๆ และที่เห็นได้ชัดสำหรับในช่วงแรกก็คือช่วยในเรื่องของการใช้อีเมล์ text คือ ใช้ผ่านหน้าจอเทอร์มินอล และที่เห็นเริ่มเด่นชัดขึ้นมาในขณะนั้นก็คือเว็บ www. nectec.or.th ซึ่งเป็นเว็บที่ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ท
2. ช่วงที่สอง เป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ทเริ่มฮิต คือเป็นช่วงที่เริ่มมีคนสนใจอินเทอร์เน็ทอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่โรงเรียนต่าง ๆ เริ่มเอาอินเทอร์เน็ทมาใช้เป็นการเรียนการสอน เช่น การบังคับให้นักเรียนส่งการบ้านผ่านทางอีเมล์ และสำหรับนักเรียนปริญญาโทก็บังคับให้ทำโฮมเพจส่งงานประกอบกับนักเรียนนอกที่ไปเรียนต่างประเทศกับมาพร้อมกับนำอินเทอร์เน็ทมาประยุกต์ใช้กับงานที่ทำ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือช่วยงานในด้านของการตลาดแผนใหม่ และที่สำคัญและเห็นได้ชัดมีการโฆษณาผ่านสื่อทางวิทยุ หนังสือต่าง ๆ
3. ช่วงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือช่วงที่แข่งขันสมบูรณ์ จะเรียกง่าย ๆ คือช่วงที่เริ่มแข่งขันกันดุเดือด และเป็นยุคที่รัฐบาลได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ดูจากที่กระทรวงพาณิชย์ที่เริ่มเข้ามาผลักดันให้ธุรกิจที่ต้องการให้เกิดบนอินเตอร์เน็ทนั้นเด่นขึ้น ภายใต้ชื่อรวม ๆ ว่าการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต่างก็มีส่วนสนับสนุนให้ยุคนี้เกิดขึ้นเร็ว เพราะสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล นอกจากนั้นแล้วยังมีการหลอกลวงหลายอย่างเกิดขึ้นในยุคนี้ ฉะนั้นใครที่อยากทำธุรกิจผ่านอินเตอร์เน็ทควรศึกษาหาความรู้ก่อนและศึกษาให้ดี เพราะไม่ใช่ว่าอินเตอร์เน็ทราคาถูกแล้วจะมีบริการที่ดีเสมอไป
ในการทำ E-commerce ไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางการจำหน่ายสินค้า แต่ยังหมายความรวมถึง การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์และเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริโภคและผู้ค้าส่ง
2. ช่วงที่สอง เป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ทเริ่มฮิต คือเป็นช่วงที่เริ่มมีคนสนใจอินเทอร์เน็ทอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่โรงเรียนต่าง ๆ เริ่มเอาอินเทอร์เน็ทมาใช้เป็นการเรียนการสอน เช่น การบังคับให้นักเรียนส่งการบ้านผ่านทางอีเมล์ และสำหรับนักเรียนปริญญาโทก็บังคับให้ทำโฮมเพจส่งงานประกอบกับนักเรียนนอกที่ไปเรียนต่างประเทศกับมาพร้อมกับนำอินเทอร์เน็ทมาประยุกต์ใช้กับงานที่ทำ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือช่วยงานในด้านของการตลาดแผนใหม่ และที่สำคัญและเห็นได้ชัดมีการโฆษณาผ่านสื่อทางวิทยุ หนังสือต่าง ๆ
3. ช่วงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือช่วงที่แข่งขันสมบูรณ์ จะเรียกง่าย ๆ คือช่วงที่เริ่มแข่งขันกันดุเดือด และเป็นยุคที่รัฐบาลได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ดูจากที่กระทรวงพาณิชย์ที่เริ่มเข้ามาผลักดันให้ธุรกิจที่ต้องการให้เกิดบนอินเตอร์เน็ทนั้นเด่นขึ้น ภายใต้ชื่อรวม ๆ ว่าการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต่างก็มีส่วนสนับสนุนให้ยุคนี้เกิดขึ้นเร็ว เพราะสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล นอกจากนั้นแล้วยังมีการหลอกลวงหลายอย่างเกิดขึ้นในยุคนี้ ฉะนั้นใครที่อยากทำธุรกิจผ่านอินเตอร์เน็ทควรศึกษาหาความรู้ก่อนและศึกษาให้ดี เพราะไม่ใช่ว่าอินเตอร์เน็ทราคาถูกแล้วจะมีบริการที่ดีเสมอไป
ในการทำ E-commerce ไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางการจำหน่ายสินค้า แต่ยังหมายความรวมถึง การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์และเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริโภคและผู้ค้าส่ง
E-Commerce เกี่ยวกับ โรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ
หลายปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ อย่างมาก กระทั่งเจอวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ การก่อความวุ่นวายทาง 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ การวางระเบิดตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ และสถานการณ์โลก ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อรายได้การท่องเที่ยวอย่างมาก ดังนั้น บรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยวจึงต้องปรับตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์พร้อมกับการพัฒนาระบบการบริการของธุรกิจ โดยเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมใน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอยู่ในขณะนี้ ก็คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ
e-tourism ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับโลก แต่ยัง ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเพิ่งจะมีการนำมาใช้อย่างจริงจังในช่วง 7-8 ปี ที่ผ่านมา จนปัจจุบันธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเริ่มให้การตอบรับ และหันมาทำธุรกิจแนวนี้มากขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาจากทั่วโลก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักท่องเที่ยวที่อาศัยอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีในการหาข้อมูลที่พักและสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงการจองห้องพักผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ การที่ผู้ประกอบการเปิดตัวเองสู่โลกไซเบอร์ ล้วนส่งผลดีทั้งในแง่การจัดการข้อมูลของลูกค้าและประหยัดค่าโฆษณา หากแต่น่าเสียดายที่มีผู้ประกอบการของไทยเข้าใจและนำมาใช้เพียงแค่ 25% ส่วนอีก 75% ล้วนเป็นการบริหารงานที่ไม่ได้นำเอาเทคโนโลยีมาร่วมใช้ ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดในการขยายบริการสู่สายตาของชาวต่างชาติ และนำมาซึ่งรายได้ที่จำกัด หรือมีแต่จะลดน้อยลงด้วยอุปสรรคที่เกิดจากการขาดความรู้และความเข้าใจของ ผู้ประกอบการ จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันของหลายองค์กร เพื่อช่วยกันผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเทียบเท่ากับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว หรือ Tourism Technology Consortium (TTC) ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (พาต้า) สมาคมไทยธุรกิจ ท่องเที่ยว (แอตต้า) สมาคมสปาไทย บริษัท อเมริกันเอ็กซเพรส (ประเทศไทย) และ บริษัท เอ็ม เอส แอล ซอฟต์แวร์ จำกัด มีเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยใช้เทคโนโลยีเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยใช้เทคโนโลยี เป็นตัวขับเคลื่อน และส่งเสริมให้ไทยก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวแบบ e-Tourism ในภูมิภาค ขณะที่ e-tourism ของไทยยังอยู่ในระหว่างการผลักดันและพัฒนา แต่ในระดับโลก e-tourism ได้พัฒนาไปไกลจนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ สร้างมูลค่าหลายหมื่นล้านให้แก่ผู้ประกอบการ โดยยักษ์ใหญ่ที่หลาย คนไม่อาจปฏิเสธในความอัจฉริยะ คงหนีไม่พ้น Expedia Inc. ผู้ประกอบการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีบริษัทและเอเยนซี่ ออนไลน์ชื่อดังในเครือมากมาย อาทิ Expedia.com, Hotels.com, Hotwire.com, TripAdvisor, Expedia Corporate Travel, Classic Vacation s และธุรกิจอื่นๆทั้งในสหรัฐฯและต่างประเทศ ภายใต้แนวความคิดในการบริหารงานที่สร้างแต่ละบริษัทขึ้นมาเพื่อแข่งขันกันเองในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและเอื้อประโยชน์ต่อกัน ทั้งนี้ Expedia.com สามารถสร้างมูลค่าให้แก่ธุรกิจได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีโรงแรมใน เครือข่ายกว่า 70,000–80,000 แห่ง พร้อมทั้งไล่ซื้อเอเจนซี่และบริษัทนำเที่ยวจำนวนมากทั่วโลก ขณะที่ Agoda.com มีโรงแรมในเครือ 33,000 แห่ง อีกทั้งเป็นเอเจนซี่ที่มีอัตราการเติบโตสูงและน่าจับตามอง ส่วนคู่แข่งของทั้งสองเว็บไซต์ที่ยังคงความแรงได้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Travelocity.com ที่สามารถติดต่อกับโรงแรมได้โดยตรงกว่า 8000 แห่ง ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายผ่านตัวกลางรายอื่น นอกจากนี้ tripadvisor.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในเครือ Expedia Inc. หากแต่แตกต่างจาก expedia.com ตรงที่ TripAdvisor เป็นเว็บไซต์ที่เน้นขายคอนเทนต์ หรือเนื้อหาที่ผู้ใช้เข้ามาร่วมกันสร้าง โดยเว็บไซต์ได้เปิดบล็อก (Blog) ให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเขียนเรื่องราวและสถานที่ พร้อมโพสรูปสวยๆ เพื่อเป็นการบอกกล่าวแก่เพื่อนนักท่องเที่ยวราย
อื่น ซึ่งถือว่ามีประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวมือใหม่หรือผู้ที่ยังไม่เคยได้ไปยังสถานที่นั้นๆ หากแต่ต้องการรู้ข้อมูลในแง่นักท่องเที่ยวด้วยกันเอง ไม่ใช่จากมุมสวยๆ ที่ทางเจ้าของสถานที่เป็นผู้สร้าง ด้วยความนิยมในตัวเว็บไซต์ ส่งผลให้มีมูลค่านับหลายหมื่นล้าน ทั้งนี้ในประเทศไทยเอง ก็มีเว็บบล็อก (weblog)ที่คล้ายกัน อาจแตกต่างต่างกันตรงที่ ห้อง BluePlanet จากเว็บไซต์ชื่อดัง www.pantip.com เป็นเหมือนชุมชน ที่มีคนมาร่วมกันออกความเห็น พร้อมทั้งถามหาข้อมูลการท่องเที่ยว จนกลายเป็นชุมชนออนไลน์ที่ผู้ประกอบการไม่อาจมองข้ามไปได้ เพราะสามารถส่งผลทั้งในแง่ดีและลบให้แก่ธุรกิจได้
อื่น ซึ่งถือว่ามีประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวมือใหม่หรือผู้ที่ยังไม่เคยได้ไปยังสถานที่นั้นๆ หากแต่ต้องการรู้ข้อมูลในแง่นักท่องเที่ยวด้วยกันเอง ไม่ใช่จากมุมสวยๆ ที่ทางเจ้าของสถานที่เป็นผู้สร้าง ด้วยความนิยมในตัวเว็บไซต์ ส่งผลให้มีมูลค่านับหลายหมื่นล้าน ทั้งนี้ในประเทศไทยเอง ก็มีเว็บบล็อก (weblog)ที่คล้ายกัน อาจแตกต่างต่างกันตรงที่ ห้อง BluePlanet จากเว็บไซต์ชื่อดัง www.pantip.com เป็นเหมือนชุมชน ที่มีคนมาร่วมกันออกความเห็น พร้อมทั้งถามหาข้อมูลการท่องเที่ยว จนกลายเป็นชุมชนออนไลน์ที่ผู้ประกอบการไม่อาจมองข้ามไปได้ เพราะสามารถส่งผลทั้งในแง่ดีและลบให้แก่ธุรกิจได้
เมื่อพูดถึงธุรกิจท่องเที่ยวของคนไทยแล้ว www.hotelsthailand.comถือเป็นธุรกิจ e-tourism ที่โดดเด่นอย่างมาก รวมทั้งบริหารงานโดยคนไทยและโรงแรมที่เปิดให้บริการจองผ่านเว็บไซต์ ล้วนแล้วแต่อยู่ในประเทศไทยทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์อื่นๆ ที่ให้บริการข้อมูลด้านที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในไทย ไม่ว่าจะเป็น www.sawadde.com, www.asiaroom.com, www.asiatravel.com และwww.sawadee.com เป็นต้น
ทั้งนี้ มีผู้ประกอบหลายแห่งที่สร้างเอกลักษณ์และเจาะธุรกิจเนื่องจากมีทุนมากไม่พอในการทำตลาด ไม่ว่าจะเป็น www.lastminute.com และ www.laterooms.com ที่เป็นเว็บไซต์ซึ่ง เน้นการจองห้องพักในช่วงนาทีสุดท้าย โดยเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเน้นการจองห้องพักในช่วงนาทีสุดท้าย โดยเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว หรือลูกค้าที่ตัดสินใจจะเดินทางกะทันหันและต้องการจองห้องใน เวลากระชั้นชิด ส่วน www.quickbook.com เน้นการจองโรงแรมที่อยู่ ในเมืองซึ่งราคาห้องจะอยู่ในช่วงระดับกลางและสูง โดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักธุรกิจ และ www.hotwire.com เป็นเว็บไซต์ที่เน้นการ ประมูลห้อง โดยผู้สนใจสามารถลงความต้องการที่เกี่ยวกับที่พัก ทั้งในแง่สถานที่และราคา จากนั้นจะมีการส่งข้อมูลกลับมา พร้อมทำการ คัดเลือกสถานที่ซึ่งตรงกับความต้องการ และรอให้ลูกค้าส่งแบบตอบรับเพื่อทำการประมูลห้องดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์อื่นๆ ที่น่าสนใจและเหมาะสำหรับนำไปเป็นกรณีศึกษาในการทำ e-tourism
อาทิ www.priceline.com, www.booking.com, www.placestostay.com และ www.cheapticket.comจะเห็นได้ว่าในเวทีโลกนั้น e-tourism กำลังเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ธุรกิจดังกล่าวในประเทศไทย ยังคงมีอยู่จำกัด เนื่องจาก 99% ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) ทำให้เม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามายังภาคอุตสาหกรรม มีการกระจัดกระจายอยู่มากพอสมควร ดังนั้น การที่จะผลักดันให้ e-tourism ของไทยเติบโตได้เช่นเดียวกันระดับสากล จะต้องมีการเชื่อมต่อครอบคลุมทั่วโลก หรือ globalization อีกทั้งยังต้องสามารถรองรับลูกค้าที่จะมาจากทั่วโลก ดังนั้นจำเป็นอย่างมากที่ผู้ประกอบการไทยจำต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เข้ามาช่วยในการบริหารกิจการของตน เพราะธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่เน้นความพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ดังนั้นลูกค้าจะเลือกใช้บริการตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ที่สามารถตอบสนองความต้องการและครอบคลุมบริการชนิดเป็นเว็บไซต์ one stop service ให้แก่ลูกค้าได้ โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาจากฝั่งยุโรปสหรัฐอเมริกาและสแกนดินีเวีย ล้วนใช้การจองห้องพักและสายการบินผ่านระบบออนไลน์ถึง 50% นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการรายใด ที่ไม่มีบริการออนไลน์รองรับนักท่องเที่ยว เท่ากับต้องเสียลูกค้าไปถึง 50% เช่นกันสำหรับระบบที่เหล่าผู้ประกอบการ e-tourism นิยมนำมาใช้ในธุรกิจได้แก่เครือข่ายระบบการบริการท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Global DistributionSystem (GDS) ซึ่งเป็นระบบสำรองที่นั่งหรือห้องพักผ่านระบบอิเลคทรอนิกส์ทั่วโลกสำหรับธุรกิจด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่เพิ่มคุณค่าเพื่อสนับสนุน ซัพพลายเออร์ท่องเที่ยว เอเจนซี่ และลูกค้าระดับองค์กร ให้ตอบสนองนักเดินทางเพื่อเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทที่ให้บริการด้านนี้มีอยู่หลายแห่ง อาทิ อมาดีอุส (Amadeus) ซึ่งเป็นระบบที่ Expedia Inc. ใช้อยู่ โดยมีระบบหลังบ้าน (back office) ของสายการบินทุกแห่ง และ กาลิเลโอ (Galileo) เป็นต้น แม้ว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจท่องเที่ยวจะยังเป็นปัญหาสำหรับผู้ประกอบการหลายคน เพราะต้องมีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตน แต่ในระยะยาวนั้น เทคโนโลยีที่นำมาใช้จะส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการปัญหาต่างๆที่เกี่ยวกับข้อมูลลูกค้า และยังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่จะหลั่งไหลมาจากทั่วโลก ดังนั้นผู้ประกอบการควรจะเร่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะการใช้เทคโนโลยีต่างๆด้วยการส่งไปฝึกอบรม เข้าสัมมนาและฝึกปฏิบัติ เมื่อธุรกิจท่องเที่ยวมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับนิสัยรักการบริการของคนไทยตำแหน่งผู้นำด้านการท่องเที่ยวของโลกก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมตำแหน่งผู้นำด้านการท่องเที่ยวของโลกก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ความคิดเห็นผู้จัดทำ
ในปัจจุบันการทำธุรกิจแบบนี้ ได้มีการแข่งขันกันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศเอง แม้นกระทั้งต่างประเทศ
เพราะฉะนั้นการที่เรานำเอา E-Commerce เข้ามาใช้ ในการบริหารจัดการ น่าจะเป็นทางเลือกใหม่ ในอนาคตต่อไป
บรรณานุกรม
Paste this code in your HTML editor where you would like to display the counter, at the bottom of the page, in a table, div or under a menu.